แม้จะผ่านมาเกือบเดือนแล้ว หลังจากไปเวียดนาม โพสต์นี้ก็จะเป็นตอนสุดท้ายแล้วสำหรับบรรยายการท่องเที่ยวที่เวียดนาม
ความจริงรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว เราจะจำไม่ค่อยได้หรอก ต้องอาศัยการจดตลอดเลย ซึ่งรวมถึงโพสต์ต่างๆที่เป็นเรื่องเล่า ก็ล้วนมาจากการจดของเราในขณะที่เหตุการณ์ต่างๆได้เกิดขึ้น หรือหลังจากนั้นไม่นาน
ดังนั้น สำหรับโพสต์นี้ เราจะเล่าจากภาพ! เพราะเราไม่ได้จดสถานที่ที่เราไปตลอดเวลาหรอกนะ เราจะรู้ว่าไปไหนมาบ้างได้จากโลเคชั่นที่บันทึกอยู่ในข้อมูลของภาพที่เราถ่าย แล้วมาดูกัน
ร้าน Mixue เราเห็นครั้งแรกที่ไทยไม่กี่เดือนมานี้เอง และพอมาที่นี่ ก็ตกใจมากที่ร้านนี้มีหลายสาขาเหลือเกิน เดินดุ่มๆไปซอยไหนแถวใจกลางเมืองฮานอยรับรองเจอ!
มาๆ คราวนี้จะพาไปดูแถวทะเลสาบ Hoan Kiem เดินไปรอบๆจะเห็นภาพผู้คนชมนกชมไม้ รับลมเย็น บ้างก็เต้นกันเป็นกลุ่ม บ้างก็เดินรอบๆทะเลสาบแบบพวกเรา
ที่นี่คือ มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม มีตั้งแต่ปี ค.ศ. 10XX พวกเราเรียกรวมๆว่า แวนเหมียว (Văn Miếu) จริงๆถ้าแปลตรงตัว สถานที่แห่งนี้คือ วัด (Miếu) แรกเริ่มที่นี่เค้าสอนคนชั้นสูง และต่อมาก็เริ่มให้คนนอกสอบเข้ามาเรียนได้ แต่ปัจจุบันก็กลายเป็นสถานที่ที่ให้คนรุ่นใหม่แวะมาชื่นชมกันเฉยๆ ไม่ได้มีการเรียนการสอนแบบในอดีตแล้ว
ตอนที่เราไปมีเด็กศิลป์มาสเก็ตช์ภาพสิ่งปลูกสร้างกันที่นี่ด้วย นอกจากนี้ยังมีการยืมอาคารไปใช้จัดนิทรรศการศิลปะอีกด้วย สิ่งหนึ่งที่ประหลาดใจระหว่างเข้าแวะชมงานศิลปะ คือ ปกติเราจะเห็นป้ายเขียนว่า do not touch แต่ที่นี่เขียนว่า you touch you buy ไม่รู้นะว่าเค้านิยมเขียนกันแบบนี้รึเปล่า
มีแวะมิวเซียม ใกล้ๆกับ Van Mieu เพียงแค่ข้ามถนนไปก็ถึงแล้ว ขอเสริมนิดนึง สำหรับวิธีข้ามถนนที่นี่ ในกรณีที่ไม่มีไฟเขียวไฟแดง เราสามารถเดินข้ามไปเลยอย่ายึกยัก เพราะรถที่ขับมาจะชะลอให้เองโดยอัติโนมัติ ฟังดูประหลาดแต่เรื่องจริง!
เป็นวันที่พวกเรานั่งรถบัสไปจังหวัด Ninh Bình บริเวณตอนเหนือของเวียดนาม อยู่ในดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดง (มีเขาปกคลุม มีแม่น้ำไหล)
จุดแวะแรกคือ บริเวณปั้มน้ำมัน ถนน National Road 21 ข้างปั้มมีร้านค้าที่จะต้อนนักท่องเที่ยวเข้าไปข้างในเพื่อซื้อของกลับไป โดยก่อนเข้ามีแจกบัตรคล้องคอว่ามากับทัวร์กลุ่มไหน
ด้านในจะทำเป็นทางเดิน one way มีสินค้าหลากหลายตลอดทาง ซึ่งบางอย่างก็มีขายในไทย เหมือนเป๊ะๆเลย เช่น ผ้าขนหนูลายกระต่าย 🐇 555
ไม่นานก็ถึงวัด Bai Dinh โดยก่อนจะมาถึงต้องนั่งรถไฟฟ้า (Electric Car) เข้าไป เพราะกว้างใหญ่มากๆ มีหลายโซน ที่นี่เค้ามีค้างคืนด้วยนะ สำหรับคนที่อยากไปทั่วทุกบริเวณ
ทั้งนี้ เราสังเกตเห็นว่ามีคนเอาขนมสองอย่างนี้มาถวายพระเลยมีไอเดียว่ามันน่าจะอร่อยแน่เลย เพราะของที่เราจะเอาไปถวายพระก็ต้องเป็นของดีสิ เราเลยซื้อไปเป็นของฝากจากเวียดนามซะเลย ซึ่งก็อร่อยจริงๆแหละ (ที่เราชอบคือกล่องแดงที่เขียนว่า Cosy)
จากที่เจอขนมกล่องแดงที่วัดไบดิน เราเลยไปตามหาในร้านโชห่วยที่ตลาดแถวที่พัก แล้วก็เจอด้วย น่าเสียดายที่จำราคาไม่ได้ แต่จำได้ว่าไม่แพงนะ
Cosy ถุงแดงเท่านั้น!!!
ขนมกล่องนี้ก็เป็นหนึ่งในขนมที่เจอในวัด แต่เราไม่ค่อยชอบ เพราะมันหวาน แต่ชอบตัวแป้งกรอบๆนะ มันเบาดี แบบละลายในปากได้เลย
ต่อไปนี้คือ กิจกรรมเดินขึ้นเขาที่ Ngoa long mountain มองลงมาจะเห็น วิวไร่ข้าว สีเขียวขจี แสงแดดส่อง สวยงาม สบายตา
ขอบอกว่าพวกเราเดินเส้นทางที่เค้าบอกกันมาว่า เหนื่อยยากสาหัส (ก็เหนื่อยหอบจริงๆแหละ แต่ก็ขึ้นกันมาจนได้ eiei)
นอกจากนี้ก็มีกิจกรรมล่องเรือยามบ่าย ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง (ลุงพายเรือ คือ แข็งแรงมาก) เรือได้ล่องผ่านถ้ำมากมาย ได้แก่ ถ้ำ Lam ถ้ำ Vang ถ้ำ Dai ถ้ำ Thanh Truot และผ่านวัด ได้แก่ วัด Cao Són วัด Suoi Tien และวัด Vu Lam
บรรยากาศดีมากจริงๆ และน้ำก็ใสด้วย ที่เห็นเป็นสีเขียวๆ จริงๆแล้วใต้น้ำมีพืชน้ำสีเขียวๆเต็มไปหมด น้ำไม่ลึกนะ เราสามารถเห็นพื้นดินใต้น้ำเลย
ก่อนจะจบโพสต์ ขอทิ้งท้ายไว้ด้วยภาพจากโบสถ์เซนต์โจเซฟ (St. Joseph Cathedral) สร้างสมัยที่ฝรั่งเศสมาล่าอาณานิยมในเวียดนามซึ่งก็เป็นสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล
เรามีโอกาสได้แวะทั้งตอนกลางวันและตอนดึก ภาพที่เห็นสวยกันคนละแบบ ก็เป็นอีก Landmark ของนักท่องเที่ยวที่ต้องมาเยี่ยมชมกัน




































