เมื่อสัปดาห์ก่อน เข้าไปหาหนังสืออ่านเล่นในร้านหนังสือแห่งหนึ่ง เรามองไปที่ซุ้มวางหนังสือออกใหม่แล้วดวงตาก็ไปสะดุดอยู่ที่หนังสือเล่มหนึ่งที่มีข้อความภาษาไทยว่า รักหมา กินหมู และสวมเสื้อหนัง (เป็นหนังสือแปล ชื่อภาษาอังกฤษว่า Why We Love Dogs, Eat Pigs and Wear Cows) พอเห็นชื่อเรื่องก็ชวนให้(ในหัว)พูดว่า “เอ๊ะ!”
ด้วยเวลาอันจำกัด
เพราะเดี๋ยวเลยเวลาพักเที่ยงของที่ทำงาน
เลยพยายามหาไอเดียที่น่าสนใจในเรื่อง…จะเล่าให้ฟัง
เป็นครั้งแรกที่เราพึ่งจะเคยได้ยินคำว่า Carnism หรือ คาร์นิสม์ คือคนที่กินเนื้อ ดูจะเป็นเรื่องปกติที่มนุษย์อย่างเราๆบริโภคเนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น นม ไข่ รวมทั้งใช้หนังสัตว์เป็นเครื่องนุ่มห่ม ใส่รองเท้าหนังวัว ใช้กระเป๋าหนังแกะ
หนังสือเล่มนี้ทำให้เราชวนคิดว่า
ที่เรากินเนื้อสัตว์ ใช้ของจากสัตว์เนี่ย มันมาจากการตัดสินใจอย่างอิสระของเราจริงๆใช่มั้ย
?
แล้วที่สัตว์(บางประเภท)โดนฆ่าอย่างโหดเหี้ยมให้เรามากินเนี่ย
เราไม่รู้สึกอะไรเลยหรอ ? ทำไมเราไม่กล้ากินเนื้อหมาล่ะ
แต่กลับกินเนื้อวัว ? ทำไมถึงรู้สึกสงสาร กินไม่ลง
ถ้าหมาโดนเชือดมาให้เรากินล่ะ แล้วหมูกับวัวที่เรากิน เราไม่รู้สึกอะไรเลยหรอ ?
เราโดนระบบหล่อหลอมการบริโภคเนื้อ ?
เพราะดูเหมือนว่าตั้งแต่เกิดมาเราก็โดนจับให้กินอาหารจากสัตว์
อย่างวัวและหมู เหมือนเป็นการรับรู้ของเราที่จดจำไว้ว่าเนื้อหมู เนื้อวัวกินได้
เป็นอาหารที่เอาไว้กิน เราไม่ได้คิดเองแน่ๆว่าเราจะกินอะไรตั้งแต่เแรกเกิด
แต่มันกลายเป็นความเข้าใจที่ดูปกติ
ในขณะที่ภาพจำที่เรามีต่อสัตว์อย่างสุนัข
จะเป็นภาพหมาน้อยน่ารัก วิ่งซน เราคงรู้สึกไม่ดีถ้ามีคนบอกให้กินเนื้อหมา
เพราะเรามีภาพในหัวว่าหมามันน่ารัก แต่การรับรู้ของเราที่มีต่อสัตว์ใหญ่อย่างวัวและหมูกลับแตกต่างออกไป
เราไม่ได้นึกถึงภาพวัวและหมูถูกทารุณในโรงฆ่าสัตว์
แต่กลับนึกถึงแผ่นเนื้อที่สไลด์ออกมาน่ารับประทาน
ราวกับว่าภาพจำที่โหดร้ายต่อสัตว์เหล่านี้มันถูกเบลอออกไป
ลองมานึกเหตุการณ์จริงกัน
เช่น ถ้าเรากินข้าวขาหมู เรานึกภาพหนังหมูนิ่มๆกับเนื้อหมูหั่นฉ่ำๆ
ในหนังสือก็บอกว่าถ้าเราเห็นรูปร่างหน้าตาของมัน
อย่างขาของหมูที่มีเท้าแยกเป็นกลีบหรือหัวของหมูที่เห็นตาจมูกปากชัดเจน
มาวางให้แทะคงกินไม่ลง เพราะมันกระตุ้นความรู้สึกถึงความมีอยู่ของมัน
เหมือนกับที่เรานึกถึงหมาน้อย
เมื่อไปดูโฆษณาผลิตภัณฑ์จากสัตว์
ต่างก็สร้างภาพลักษณ์ให้เราเข้าใจว่า โรงงานสะอาด มีระบบเชือดไม่โหดร้าย
เป็นสัตว์ที่เลี้ยงเพื่อไว้บริโภค เป็นเรื่องชอบธรรม
รวมทั้งเป็นการสร้างความเข้าใจว่าสารอาหารจากเนื้อสัตว์นั้นจำเป็น หาไม่ได้ในพืช
เป็นต้น ทั้งนี้การอ่านหนังสือ ไม่ว่าจะเล่มไหน เราเองก็ต้องใช้วิจารญาณ
และต้องพยายามเป็นกลาง พยายามฟังที่เค้าบอกมาก่อน แล้วเอามาคิด อย่าพึ่งต่อต้าน
เพราะไม่อย่างนั้นเรื่องนี้คงไม่มีประโยชน์อะไรเลย
สำหรับเรา (เท่าที่ได้อ่านในเวลาที่จำกัด ซึ่งย่อมไม่ครอบคลุมใจความทั้งหมดของหนังสือเล่มนี้) เล่มนี้เป็นเหมือนหนังสือที่มาเตือนสติผู้กินเนื้อทั้งหลายให้มีมุมมองต่อสัตว์ทั้งหลายอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ถูกครอบงำโดยระบบ ให้คิดตัดสินใจเอง…
