ความเหงา (loneliness)

สำหรับหัวข้อในวันนี้ คือ “ความเหงา” หลังจากอ่านหนังสือเรื่อง Emotional First Aid ที่วางทิ้งไว้อยู่บนเปียโน เล่มสีเขียวสดตกแต่งด้วยรูปปาสเตอร์แปะแผล เหมือนเป็นหนังสือฮีลใจอย่างไงอย่างงั้น เนื้อหาก็คาดการณ์ได้จากปก อ่านแล้วได้ข้อคิด เราเลยอยากจะแชร์เรื่องที่มีประโยชน์แบบนี้ให้ทุกคนได้เรียนรู้กัน

ทั้งนี้ ขอออกตัวก่อนว่า สิ่งที่เราจะพิมพ์ลงต่อไปนี้ เราได้สรุปไว้จากความเข้าใจและประสบการณ์ในการใช้ชีวิตของเรา ดังนั้น มุมมองที่ได้รับจากการอ่านหนังสือเล่มนี้ รวมไปถึงการตีความอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบุคคล

นิยามความเหงา

เป็นความรู้สึกอ้างว้างภายใน เป็นความรู้สึกห่างเหินจากผู้คน ซึ่งอาจเป็นกรณีที่เราอาศัยอยู่คนเดียวแล้วรู้สึกเหงา หรือแม้แต่คนที่อยู่กับครอบครัว หรือมีคนรัก ก็ยังรู้สึกเหงาได้เช่นกัน เพราะความเหงามันไม่ได้ทดแทนด้วยทางกายภาพ แต่มันเป็นเรื่องของความรู้สึกข้างใน

ความเหงาดูเป็นเรื่องที่ผู้คนมักละเลย ไม่ได้ take action อะไรมากมาย แต่ความจริงมันแผดเผาตัวเราทีละนิดๆ ซึ่งในหนังสือได้เปรียบเทียบกับการสูบบุหรีที่ใครก็คงบอกว่ามันไม่ดีต่อสุขภาพ แต่รู้หรือไม่ว่าความเหงาส่งผลกระทบต่อระบบร่างกายไม่แพ้กับการสูบบุหรี่ เช่น ความดันโลหิตสูง คอเลสเตอรอลสูง ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ รวมทั้งโรคซึมเศร้าที่นำไปสู่ปัญหาการนอนไม่หลับ เป็นต้น

พอรู้อย่างนี้แล้ว ถ้าเกิดเรามีความเหงา ยิ่งต้องมาทำความเข้าใจ อย่าปล่อยให้มันติดตัวเราไปนานเลย

จุดสังเกตความเหงา

มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า คนที่เหงาเค้าไม่ได้ทำอะไรผิดนะ เมื่อเค้ารู้สึกเหงา เค้าจะแสดงออกบางอย่างในแง่ลบ เพื่อปกป้องความรู้สึกของตัวเองจากความเหงา มาดูรายละเอียดกันว่าจริงๆเค้าเป็นอย่างไรบ้าง

1. ตัดสินความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในเชิงลบ

เมื่ออยู่ในความเหงา ยิ่งเกิดการกระตุ้นให้เรารู้สึกว่าคนที่เราเคยสนิท เค้าไม่อยากยุ่งกับเรา รู้สึกว่าเค้าดูห่างเหินไม่สนิทอย่างเคย และเมื่อคิดแบบนี้แล้ว เราก็จะยิ่งมีแนวโน้มที่จะผลักตัวเอง ออกจากพวกเขา เป็นปฏิกิริยาที่เราแสดงออกมาเพื่อปกป้องตัวเอง จากความผิดหวัง หรือถูกปฏิเสธ ทำให้กลายเป็นว่าเราไม่สนิทกับเค้าแล้วจริงๆ ทั้งที่จริงๆแล้วเค้าคนนั้นไม่ได้รู้สึกห่างเหินอะไรแบบเรา เพียงแค่เราดูเหมือนไม่อยากยุ่งกับเค้า เค้าก็เลยห่างเราไปเอง

มีท่อนหนึ่งในหนังสือที่เราเห็นด้วยอย่างยิ่งคือ เรามักไม่ปกป้องตัวเองจากการคิดลบ เช่น ได้รับเชิญไปงานเลี้ยง แต่ก่อนจะไปก็คิดไว้แล้วว่า ต้องเหงาแน่เลย ต้องไม่มีใครมาคุยด้วยแน่เลยแล้วต้องยืนอยู่โดดเดี่ยวคนเดียว ซึ่งอดไม่ได้ที่คิดแบบนี้ทั้งที่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป

อีกทั้งในหนังสือได้บอกว่า คนภายนอกจะดูออกว่าใครเหงา ซึ่งต้องมาดูรายละเอียดในข้อต่อไป

2. มองว่า…มุมมองที่คนอื่นมีต่อตัวเรานั้นแย่ลง

หากเราเหงา คนนอกจะรับรู้ได้ พวกเขาจะรู้สึกถึงความเหงาที่เรามี (หนังสือบอก) แล้วเราจะถูกมองในแง่ลบ ในเรื่องนี้เราเองก็มองว่า มันคงเหมือนกับพอเราเหงา พฤติกรรมการแสดงออกของเราจะดูเชื่องช้าและซึม ไม่กล้าแสดงออกเท่าที่ควร มันทำให้คนนอกที่เห็นเราก็รู้สึกได้และไม่อยากคบหา

ทั้งนี้หนังสือได้บอกอีกว่า เมื่อเหงา ความน่าสนใจในตัวเราจะลดลง โอกาสที่จะมีคนเข้าหา พูดคุยด้วยจึงลดลงไปด้วย

3. ปิดกั้นตัวเอง

สืบเนื่องจากข้อที่แล้วมาซึ่งสัมพันธ์กับข้อนี้ด้วย ที่คนเหงา เค้ามองว่าผู้คนที่เค้าเคยสนิทหรือคนอื่นๆไม่อยากยุ่งกับเค้า (จากที่เค้าตัดสินความสัมพันธ์ที่มีอยู่ในแง่ลบและมีมุมมองที่คนอื่นมองตัวเองแย่ลง) เค้าจึงอยู่ในช่วงที่มีความรู้สึกอ่อนแอ เมื่ออ่อนแอก็ต้องตอบสนองโดยการปกป้องตัวเอง ด้วยการปิดกั้นตัวเอง ไม่ให้อ่อนแอไปมากกว่านี้ และยิ่งเป็นการตอกย้ำตัวเองว่าเค้าคนนั้นไม่อยากยุ่งกับเรา

4. กล้ามเนื้อความสัมพันธ์อ่อนแรง

ในหนังสือได้แทรกเรื่อง “กล้ามเนื้อความสัมพันธ์” ว่าเป็นทักษะการเข้าสังคมและการสื่อสาร รวมไปถึง การเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น

ดังนั้น ผู้ที่เหงาจะมีกล้ามเนื้อความสัมพันธ์อ่อนแรง เพราะเค้าไม่ได้ใช้ทักษะดังที่กล่าวมา และยังพยายามที่จะลดโอกาสในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น ไม่กล้าชวนคุย หลีกเลี่ยงการพบปะ นัดหมาย เพราะเค้าปกป้องตัวเองอยู่นั่นเอง

แก้ไขความเหงา (ลองปรับตามแต่ละสถานการณ์)

1. วิเคราะห์พฤติกรรมของเราและยอมรับเพื่อแก้ไข

หากการแสดงออกของเรามันมาจากความเหงา แล้วมันกระทบกับความสัมพันธ์ที่เรามีอยู่เดิม ให้เราลองพิจารณาดูด้วยสติว่า การกระทำของเรามีอะไรที่ไปกระทบกับความรู้สึกของคนอื่นอยู่หรือเปล่า บางทีเราอาจจะต้องยอมรับว่าเราเองก็เคยใจร้ายกับคนอื่นเหมือนกัน ถ้ารู้สึกว่าเขาห่างเหิน เราลองคิดถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย และลองปรับการแสดงออกของเราดู

2. สร้างความเชื่อว่า เราสามารถเปลี่ยนตัวเองได้

บางทีการกระทำของเรามันติดเป็นนิสัย และยากที่จะแก้ เพราะปล่อยให้เหงามาเนิ่นนาน แต่ลองดูก็ไม่เสียหาย ลองดึงตัวเองออกจากความเหงาดูสิ ถ้าคิดแบบนี้แล้ว สิ่งที่เรายึดติดมานานมันก็พังทลายได้นะ เริ่มจากวันนี้ก็ไม่สาย

3. ฝึกกล้ามเนื้อการรับมุมมอง

ฝึกได้โดยลองจินตนาการว่าถ้าเราเป็นคนนั้น แล้วจะรู้สึกอย่างไร ลองคิดๆดูว่าเค้าพบเจออะไรมาบ้าง แล้วทำไมเค้าถึงทำสิ่งนี้ ทำไมถึงคิดแบบนั้น มันจะทำให้เราได้ฝึกเข้าใจคนอื่นมากขึ้น และเมื่อเราเข้าใจคนอื่น มันจะทำให้เรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกๆคน เพราะเราเข้าใจความต่างแตกของแต่ละคน และทำให้พอเดาออกถึงความคิดนึกและการแสดงออกของผู้อื่น เราจึงสามารถปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้

4. ฝึกมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

สำหรับคนเหงาที่ไม่กล้ายุ่งกับใคร ลองท้าทายตัวเองโดยการกล่าวทักทายผู้อื่นก่อนดูสิ ไม่เสียหายอะไรถ้าเค้าจะเมินเรา ถือโอกาสนี้เป็นการฝึกวิเคราะห์ผู้อื่นไปเลยว่าเค้าเป็นคนแบบไหน ทำไมถึงทำแบบนั้น เห็นมั้ยว่าได้ประโยชน์มากๆเลย

5. มีเป้าหมายในใจที่ใหญ่กว่า

สำหรับคนที่รู้สึกกลัวเวลาต้องไปงานเลี้ยงที่จินตนาการได้ว่าต้องมีคนมากหน้าหลายตา ต้องเจอคนเยอะแยะเดินสวนไปมาเต็มไปหมด ในกรณีนี้ให้ตั้งเป้าไปที่สิ่งที่ใหญ่กว่านั้น หมายความว่า อย่าพุ่งเป้าหมายไปที่การไปงานเลี้ยงที่ต้องเจอคนเยอะ แล้วเราจะต้องเหงาแน่เลย แต่ให้คิดว่าฉันไปงานเลี้ยงเพื่อจะไปสำรวจดูว่าที่นี่มีอะไรน่าสนใจบ้าง เช่น เราอาจจะไปเพื่อเอาข้อมูลไปเขียนบล็อก หรือมาเพื่อถ่ายรูปผู้คนในงาน เป็นต้น ดังนั้น เราจะได้ความรู้สึกที่มั่นคง จากจุดยืนของเราว่าเราไปทำอะไร ซึ่งไม่ใช่การตอกย้ำว่าไปงานเลี้ยงคนเดียวที่เดียวดาย

สุดท้ายนี้ ต้องขอบคุณหนังสือเล่มนี้ที่ทำให้เราเห็นมุมมองของคนที่มีความเหงาคลอบคลุมจิตใจ ทำให้เราเข้าใจพวกเค้าได้มากขึ้น และบางทีเวลาเราเหงาเราก็จะได้เข้าใจพฤติกรรมของตัวเองได้มากขึ้นเช่นกัน

Popular posts